วันอาทิตย์, มิถุนายน 27, 2553

นิยามใหม่ของความสำเร็จ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีโอกาสได้ทดลองใช้ iPad รุ่นล่าสุดของ apple แล้ว ต้องบอกกับตัวเองว่า อีกไม่นานคงต้องมีการกำหนดนิยามของคำว่า ความสำเร็จกันใหม่แน่ๆ เพราะเท่าที่ลองสัมผัสดู ก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่า นายสตีฟ จ๊อป คนนี้ สามารถยกย่องเขาให้เป็นศาสดาแห่งโลกคอมพิวเตอร์ได้คนหนึ่งเลย เพราะสิ่งที่เขาคิดนั้น หลายคนอาจฝัน แต่เขาทำได้จริง

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2552

สัปดาห์แห่งความไม่แน่นอน

สัปดาห์หน้า ทั้งอาทิตย์ คงจะเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์แห่งความไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้ง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ระหว่างวันที่ 24-26 นี้ มีการจองกฐินกันล่วงหน้า โดยกลุ่มคนเสื้อแดงแล้วว่า จะเคลื่อนพลมารวมกันที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง หลังจากที่เคยมากันแล้ว เมื่อสามอาทิตย์ก่อน การมาในครั้งนี้ ได้มีการกำหนดกันล่วงหน้าว่า จะอยู่กันอย่างยืดเยื้อ และยาวนานกว่าครั้งก่อน ในฟากรัฐบาล ก็ได้มีการเตรียมแผนป้องกันไว้อย่างรัดกุม โดยจะเห็นได้ชัดจากการที่กำหนดการประชุม ครม. ครั้งหน้า ให้ไปจัดที่หัวหินแทน ด้วยเหตุผลที่บอกกับคนทั่วไปว่า ต้องการไปเตรียมความพร้อมที่หัวหิน แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า คงเป็นการเตรียมหาทีหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้ามากกว่า เพราะคงไม่อยากให้เกิดภาพว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาลได้ ในกรณี ทีถูกกลุ่มเสื้อแดงล้อมทำเนียบไว้

นอกจากเรื่อง ครม. แล้ว ก็ยังมีเรื่องของการจัดประชุม อาเชี่ยนซัมมิต ระหว่างวันที่ 27-28 และ 1 มีนาคมด้วย ซึ่งหากมีกลุ่มเสื้อแดงมาก่อก่วน ภาพที่ออกไปสู่โลกภายนอกคงดูไม่จืดแน่ๆ

วันพุธ, ธันวาคม 31, 2551

30 ธันวาคม 2551 ปฎบัติการ ลับ ลวง พราง วันแถลงนโยบาย

วันนี้ พวกเราได้รับสัญญาณว่า จะต้องเข้ามาพร้อมกันที่พรรค ก่อน 6 โมงเช้า พวกเราทยอยมากันเรื่อยๆ บรรยากาศที่พรรค เริ่มต้นตั้งแต่ ตี 4 ของวันที่ 30 ประธาน ส.ส. มาจัดการเรื่องรถต่างๆ เป็นคนแรก เพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด เมื่อถึงเวลา 6 โมงเช้า ได้มีการเรียกประชุม ส.ส. และมีการชื้แจ้งสถานการณ์ โดยท่านเลขาฯ ท่านเลขาได้แจ้งให้ทราบว่า แผนการต่างๆ ที่พวกเรากำหนดกันไว้ ตอนนี้ ฝ่ายตรงข้ามรู้หมดแล้ว และดูเหมือนพวกเราจะเข้าไปแถลงนโยบายไม่ได้ แต่ท่านเลขาฯ ก็จะพยายาม โดยบอกให้พวกเรา รอสัญญาญ จากทางตำรวจ ซึ่งจะพยายามเปิดทางเข้าให้ได้ เมื่อเปิดได้แล้ว ก็จะแจ้งให้ทางเราทราบ พวกเราจึงต้องพร้อมตลอดเวลา ที่จะเคลื่อนย้ายไปรัฐสภาโดยเร็วที่สุด

เมื่อเวลาประมาณ 6.30 น. เลขาฯ ก็ส่งสัญญาณว่า ตำรวจเริ่มปฏิบัติการแล้ว ขอให้พวกเรารีบขึ้นรถโดยด่วน ผมเองอาสาขึ้นรถคันแรกเลย เมื่อขึ้นแล้ว พวกเราก็ต้องมานั่งอัดกันแน่น 14 คน ในรถตู้คันเดียว รอไปสักพัก ก็มีข่าวมาว่า คงเข้าไม่ได้แล้ว เพราะพวก นปช. ปิดทางเข้าหมดทุกทาง สิ่งที่ทำได้ก็คือ นั่งรอในรถ ระหว่างรอ ก็มีการส่งเสบียงให้กัน เพื่อประทังหิวกันไป พวกเรารอกันอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ปฏิบัติการก็เริ่มต้น

รถเริ่มเคลื่อนออกจากหน้าพรรคฯ ไปทางรัฐสภา บรรยากาศและความรุ้สึกตอนนั้น ตื่นเต้นมาก เพราะเหมือนกับกำลังจะออกไปรบ โดยไม่รุ้ว่า จะเจอกับอะไรบ้าง แต่เมื่อรถเข้าใกล้รัฐสภา กลับไม่เข้ารัฐสภา แต่เลยไป ที่สโมสรทหารบกแทน ทำเอาทุกคน งง กันไปหมด โดยเกือบทุกคนไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น พวกเรานั่งกันอยุ่สักพัก ก็มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายอีกครั้ง โดยไม่มีใครรู้จุดหมายปลายทาง

รถเริ่มเคลื่อนออกจากสโมสรทหารบก แต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน รถวิ่งไปเรื่อยๆ คล้ายกับจะเข้าไปประชุม แต่กลับวิ่งเลยไปอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ รถวิ่งเข้าไปที่กระทรวงต่างประเทศ และปล่อยให้พวกเราเข้าไปในห้องรับรองแคบๆ ห้องหนึ่ง โดยปรากฏว่า ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน และ พรรคร่วมรัฐบาลได้มารอก่อนแล้ว

หลังจากนั้น นิดเดียว ก็มีประกาศทาง SMS ว่า ท่านประธานรัฐสภาได้กำหนดให้มีการประชุมที่กระทรวงต่างประเทศ แทน ในเวลาประมาณ 11 โมง ทุกอย่างก็เป็นอันว่า เสร็จสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์

เมื่อถึงเวลา ปรากฏว่า มีสมาชิก ส.ส. และ ส.ว. เข้าร่วมประชุมจำนวน 330 คน ครบองค์ประชุม และมีการแถลงนโยบายได้เป็นที่เรียบร้อย

เมื่อการแถลงจบ พวกเรา็ก็ต้องมาขึ้นรถตู้อีกครั้ง และต้องรอประมาณ 40 นาที ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายออกจากกระทรวงต่างประเทศได้ ทุกอย่างเป็นอันสิ้นสุด

วันจันทร์, ธันวาคม 29, 2551

วันที่รอคอย วันแถลงนโยบายรัฐบาล

ถ้าไม่มีสิ่งผิดปรกติ วันที่ 29 ธันวาคม 2551 จะเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกคนที่ 27 ของไทย และหลังจากนั้น จะได้เริ่มต้นการทำงานกันเสียที แต่เมื่อเป็นเรื่องการเมืองแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ โดยตั้งแต่คืนวันที่ 28 ก็มีกลุ่ม นปช เคลื่อนที่จากสนามหลวง เข้ามาปิดประตูรัฐสภา เพื่อไม่ให้พวก ส.ส. เข้าไปในสภาได้ สำหรับพวกเราแล้ว เรานัดรวมตัวกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าที่พรรค และมีการประเมินสถานการณ์กันโดยตลอด เมื่อถึงเวลา ท่านเลขา ก็แจ้งให้ทราบว่า การประชุมต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ (นปช บอกว่า เข้าได้ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น) เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ นั่งๆ นอนๆ กันในพรรค โดยไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่า จะเข้าได้เมื่อไหร่ และเลขาฯ ก็กำชับว่า ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเราได้แต่ เดินไป เดินมา ในพรรค เดินขึ้น เดินลง นั่งๆ และนอนๆ กันทั่วไปหมด พวกเรารอจนถึงประมาณ สามโมงเย็น ก็มีการเรียกประชุมอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ มีการเตริียมความพร้อมกัน ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ในตอนแรก คิดว่า ประมาณ ห้าโมงเย็น ก็คงจะเข้าได้ แต่ในที่สุด ก็เข้าไม่ได้ และได้มีการนัดหมายกันใหม่ ให้มาตอนเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้นแทน

ตกลงว่า วันนี้ เป็นวันแห่งการรอคอยที่แท้จริง รอกันทั้งวัน และก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

วันอังคาร, ธันวาคม 23, 2551

สัมผัสนายกคนที่ 27 ของไทย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของไทย แบบใกล้ชิดเป็นพิเศษสักหน่อย จึงอยากนำมาเล่าให้ฟังกันสักนิด เนื่องจากไม่อยากเก็บความรู้สึกดีๆ อย่างนี้ ไว้คนเดียว

วันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการจัดสัมมนา ส.ส. ขึ้น โดยกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ยังเป็นฝ่ายค้านอยู่ ในตอนแรก ตั้งใจจะใช้เป็นเวทีสำหรับการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการทำงานของพรรค ในปีต่อไป แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดผลิกผัน และพรรค ประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าอภิสิทธิ์ของพวกเรา ก็เลยกลายเป็นนายกรัฐมนตรี ไปอีกต่ำแหน่งหนึ่ง

เพื่อไม่ให้เสียเวลา จะเข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนั้น ระหว่างที่พักรับประทานข้าวเที่ยงอยู่ ที่โรงแรม Boat House อยู่ๆ ท่านนายกฯ ก็เดินมา และถามว่า ที่นั่งข้างๆ ผมว่างหรือเปล่า ผมตอบทันทีว่า ว่างครับ (ใคร จะกล้าตอบว่า ไม่ว่าง ) ท่านก็นั่งลง และร่วมรับประทานอาหารกับพวกเราทันที โดยในระหว่างนั้น ท่าน นายกฯ ก็ได้หยิบยกปัญหาเรื่องข้าวโพด และปัญหาต่างๆ มาคุยอย่างเป็นกันเอง โดยเราแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่า กำลังพูดคุยกับนายกอยู่ ผมอยากสารภาพตามตรงว่า ตั้งแต่ผมอยู่ พรรค มาเกือบ 12 ปี ผมแทบจะไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับท่าน นายกแบบนี้เลย และนี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผมแล้ว ผมต้องใช้ให้คุ้มที่สุด เท่าที่จะทำได้

เมื่อคิดได้อย่างนี้ ผมก็ถือโอกาสสอบถามเรื่องแนวนโยบายของพรรค ที่จะนำมาใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลทันที โดยผมได้สอบถาม และย้ำว่า แนวนโยบายที่พวกเราได้นำไปใช้ในระหว่างที่หาเสียงอยู่ เช่น นโยบายให้เบี้ยยังชีพคนแก่ เงินเบี้ยเลี้ยง อสม และนโยบายเรียนฟรี ควรจะนำมาใช้โดยเร็ว ซึ่งท่านนายกก็รับปากว่า จะนำมาปฏิบัติโดยเร็ว

ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้พูดคุยกับนายกฯ ก็คือ ท่านเป็นคนเก่งมาก และเป็นคนที่มีจิตใจดี และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก เพื่อนำประเทศชาติให้อยู่รอดได้

วันพุธ, พฤศจิกายน 19, 2551

ไปสัมมนาที่ฟินแลนด์ ตอน 4 (จบ)

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการสัมมนา ทางเจ้าภาพเลยจัดรายการพิเศษให้ผู้เข้าสัมมนา โดยการงดประชุมในช่วงเช้า และพาพวกเรานั่งรถบัสไปชมเมืองแทน โดยเป็นการทัวร์แบบสั้นๆ เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่นับว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะเมือง Helsinki นี้ แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีการจัดเมืองได้สวยงามมาก และมีสถานที่น่าสนใจมากเช่นกัน โดยมีทะเลล้อมรอบ และมีตึกรูปร่างแบบยุโรปสวยๆ หลายแห่ง พวกเราก็เลยมีโอกาสถ่ายรูปกันเต็มที่ จะได้เป็นหลักฐานว่ามาแล้ว

ตอนบ่าย เขามีการสรุปการสัมมนาอีกนิดหน่อย แต่ดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยสนใจกันมากแล้ว เพราะเหนื่อยจากการประชุมหนักๆ มาสองวันเต็มๆ แล้ว หลังจากนั้น ตอนประมาณ 4 โมงเย็น เจ้าภาพก็พาพวกเราไปดูการทำงานของ ส.ส. ในสภา ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะอยากรู้มานานแล้ว ว่า ส.ส. ของประเทศอื่นๆ เขาทำงานกันอย่างไร ? เริ่มต้น เขาก็พาพวกเราไปชมห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร และ ตึกต่างๆ ในบริเวณรัฐสภาก่อน สภาพภายใน แม้จะเก่า แต่ก็ดูขลังดี พอได้เวลา เขาก็พาพวกเขาเขาไปในสภา โดยจัดให้พวกเรานั่งในส่วนของผู้สังเกตการณ์ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มีประชาชน ชาวฟินแลนด์ มาชมการทำงานเยอะมาก และเจ้าหน้าที่เขาก็บริการเป็นอย่างดี สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ในสภาแห่งนี้ เขาใช้ภาษาทางการ สองภาษาคือ ภาษาฟินแลนด์ และภาษาสวีเดน เนื่องจากฟินแลนด์ เคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของสวีเดนและรัสเซียมาก่อน ดังนั้น จึงยังมีคนบางส่วนใช้ภาษาสวีเดนบ้าง

เมื่อพวกเราเข้าไปฟังการประชุม เขาจะมีล่ามแปลแบบทันที เป็นภาษาัอังกฤษให้เราฟัง โดยมอบหูฟังแบบไร้สายให้คนละอัน เมื่อเริ่มการประชุม รูปแบบก็คือ ฝ่ายค้านลุกขึ้นถาม และฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นตอบแบบทันที โดยในการประชุม นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี มากันพร้อมหน้าพร้อมตาเลย และทุกคนดูเหมือนจะมีความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะสามารถโต้ตอบข้อมูลกับฝ่ายค้านได้แบบหมัดต่อหมัด โดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเลย ผิดกับของเมืองไทย ที่รัฐมนตรี จะมาตอบเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และการตอบแต่ละครั้ง ข้าราชการชั้นผู้น้อยจะต้องเตรียมมาให้อย่างดีด้วย

นั่งฟังเขาสักครู่ ก็เดินกลับเข้าห้องประชุมอีกครั้ง เพื่อทำการสรุปเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในรอบสามวัน หลังจากนั้น ก็มีการเลี้ยงอำลากันนิดหน่อย ก็แยกย้ายกันเดินกลับไปที่โรงแรม ส่วนใหญ่แล้ว เกือบทุกคน จะค้างอีกหนึ่งคืน ส่วนผมแย่หน่อย ต้องกลับภายในคืนนั้นเลย

วันอังคาร, พฤศจิกายน 18, 2551

ไปสัมมนาที่ฟินแลนด์ ตอน 3



วันนี้ พวกเราต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะทางเจ้าหน้าที่บอกว่า พวกเรามีนัดกับคณะกรรมาธิการชุดสำคัญชุดหนึ่งในช่วงเช้า เป็นคณะกรรมาธิการที่ฟินแลนด์ภาคภูมิใจมาก ชื่อว่า Committee of the Future หรือ จะแปลง่ายๆ ว่า คณะกรรมาธิการแห่งอนาคต คนที่มานำเสนอนั้น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง ดูท่าทางเป็นหนุ่ม อายุไม่เกิน 40 กว่าๆ เขานำเสนอได้น่าสนใจ โดยหลักการของเขาก็คือ เขาบอกว่า ฟินแลนด์ต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตในอีก 50 ปีข้างหน้า เพราะความเปลี่ยนแปลงในอนาคตนั้น ความไม่แน่นอนสูงมาก และประชากรของเขาก็มีแต่ผู้ใหญ่ และถ้าเขาไม่เตรียมพร้อมให้ดี อีกหน่อยเขาก็จะไม่มีคนในวัยทำงานเหลืออีกต่อไป และคงต้องนำเข้าแรงงานจากต่างชาติเป็นแ่น่ พวกเราหลายคนก็ถามคำถามหลายคำถามที่น่าสนใจก็คือ ปรกติแล้ว การตรวจสอบมักจะตามหลังสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าเรากำลังคิดถึงสี่งที่เกิดขึ้นในอนาคตแล้ว เราจะตรวจสอบหรือออกกฏหมายมาควบคุมได้อย่างไร

แขกรับเชิญของเราอีกท่านหนึ่ง เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่ชื่อว่า Public Account Committee. (PAC) ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของการสัมมนาครั้งนี้เลย โดยได้มีการสรุปการทำงาน และบอกให้พวกเราทราบแนวทางการดำเนินการต่างๆ เป็นอย่างดี โดยสรุปก็คือ หน่วยงานนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินของรัฐอย่างเข้มงวด หลังจากนำ่เสนอแล้ว พวกเรา็ก็ถามกัน ที่แปลกก็คือ ส.ส. ท่านนี้ ท่านฟังและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเตรียมล่ามแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกที ทำให้การสื่อสารค่อนข้างทำได้ลำบากนิดหน่อย

แค่สองคน ก็กินเวลาไปครึ่งวันแล้ว เราพักเที่ยงกัน ด้วยอาหารง่ายๆ (ปลา) เหมือนเคย วันนี้ค่อนข้างสบายหน่อย เพราะไม่มีการเลี้ยงรับรองเหมือนเมื่อวาน

สำหรับในช่วงบ่าย เป็นการสัมมนาเรื่องของบทบาทของหน่วยงานพิเศษ หรือ หน่วยงานอิสระ ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบงบประมาณของรัฐ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันมากพอสมควร แต่ส่วนใหญ่แล้ว เกือบทุกประเทศจะมีกลไกการตรวจสอบเหมือนๆ กัน จะแตกต่างก็เพียงรายละเอียดปลีกย่อย

หลังจากพักทานกาแฟ และขนมว่างแล้ว ก็มาถึงตอนสำคัญ เพราะผมจะต้องนำเสนอรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยด้วย โดยในอีเมล์ก่อนที่ผมจะมานั้น เขาขอให้ผมนำเสนอเีกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ประมาณ 10 นาที ผมก็เตรียมนำเสนอด้วย power point ผ่านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี การนำเสนอครั้งนี้ ค่อนข้างทำให้ผมรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจไม่น้อย เพราะผมจะนำเสนอให้ฝรั่งฟังซะด้วย ผลการนำเสนอเป็นไปอย่างเรียบร้อย หลายคนมีคำถามตามมามากมาย

ตกเย็น ประธานคณะกรรมาธิการที่นำเสนอมาตอนเช้า ก็เสนอตัวมาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นให้กับพวกเรา โดยเลี้ยงที่ร้านอาหารชื่อดัง โดยชุดอาหารก็เหมือนเดิม สลัด ปลา และ อาหารหวาน กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ ก็กลับถึงโรงแรม

วันจันทร์, พฤศจิกายน 17, 2551

ไปสัมมนาที่ฟินแลนด์ ตอน 2


เช้่าวันที่ 11 เป็นวันแรกของการสัมมนา พวกเราลงมาอยู่พร้อมหน้ากัน ที่ Lobby ของโรงแรมตามเวลา 8.45 ที่กำหนดไว้ อากาศข้างนอกวันนี้ประมาณ 6 องศา มีฝนตกเล็กน้อย เมื่อมากันครบ ก็มีเจ้าหน้าที่พาเดินนำหน้าไปที่รัฐสภา ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 400 เมตรเท่านั้น เนื่องจากอากาศหนาว และผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มาจากประเทศในเขตร้อน ก็เลยหาเสื้อผ้ามาใส่กันเต็มที่ ออกเดินกันประมาณ 10 นาที ก็ถึงห้องสัมมนา พอเข้ามาในห้อง อากาศก็ปรับให้อุ่นทันที ทำให้เราต้องถอดเสื้อกันหนาวออกมาแขวนไว้แทน ก่อนที่จะเข้าประชุม ตามเวลา 9.00 น.

บรรยากาศของห้องประชุม จัดได้น่าสนใจมาก เพราะเป็นห้องขนาดใหญ่ และมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ระดับนานาชาติได้เลย ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า ส่วนใหญ่เขาจะใช้ประชุมคณะกรรมาธิการของยุโรปเป็นประจำ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ก่อนเข้าประชุมใหญ่

การประชุมเปิดฉากด้วยการแนะนำหัวข้อการสัมมนาว่า ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และรูปแบบการดำเนินการ จะเริ่มต้นด้วยการให้วิทยากร นำเสนอเรื่องต่างๆ ให้ทราบก่อน โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น จะปล่อยให้ผู้เข้าสัมมนาแสดงความคิดเห็น โดยให้พูดผ่านผู้ดำเนินการเพียงคนเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น ก็จะปล่อยให้วิทยากรตอบคำถามต่างๆ จนครบเวลา เป็นอันจบรายการ หลังจากนั้น ก็จะปล่อยให้ออกไปพักประมาณ 15 นาที ต่อจากนั้น ก็จะเข้าสู่หัวข้อต่อไป

สิ่งที่ได้จากการสัมมนาในวันนี้ก็คือ ทาง World Bank ได้มีการทำวิจัยในระดับโลก โดยมีการสำรวจและติดตามการทำงานของรัฐสภาต่างๆ ทั่วโลก และได้บทสรุปว่า ยิ่งในประเทศที่มีการตรวจสอบของรัฐสภาน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่ประเทศนั้นๆ จะมีการทุจริตยิ่งมากขึ้นตามลำดับ สิ่งหนึ่งที่ทาง World Bank พยายามอยากให้้เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ก็คือ คณะกรรมาธิการที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Public Account Committee (PAC) โดยในที่สัมมนา มีเพียงประเทศไทย และอินโดนีเซียเท่านั้น ที่ยังไม่มีคณะกรรมาธิการในลักษณะนี้

รูปแบบการสัมมนาจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดทั้งวันจนเย็น ไปจบลงที่ประมาณ 5 โมงเย็น โดยในช่วงพักเที่ยง รองประธานสภาของฟินแลนด์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งรูปแบบอาหารทีนี่จะเป็นอย่างเรียบง่าย เริ่มต้นที่สลัด ตามด้วยอาหารหลัก และจบลงด้วยของหวานและกาแฟ เป็นอันจบ ที่แปลกไปก็คือ เขาเีลี้ยงด้วยเนื้อกวาง มื้อค่ำ ก็มีการเลี้ยงรับรองที่ภัตตาคารด้วย แต่ผมขอตัว เพราะรู้สึกค่อนข้างเหนื่อย และยังผิดเวลาอยู่ จึงขอตัวเข้าที่พักแต่หัวค่ำ

สิ่งที่น่าสังเกตในวันนี้ก็คือ ตลอดการประชุม ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนเย็น และตลอดเวลาที่อยู่ในรัฐสภาของฟินแลนด์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโทรศัพท์มือถือชื่อดัง Nokia แต่ผมไม่เคยเห็น หรือได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งต่างกันลิบลับกับเมืองไทย ที่คนหนึ่งมีมือถือคนละเครื่องสองเครื่อง และมีการโทรเข้า โทรออก ตลอดเวลา

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 16, 2551

ไปสัมมนาที่ฟินแลนด์



ช่วง 10-14 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ผมในฐานะของเลขานุการ ได้รับมอบหมายจากท่านประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ (คุณอิสระ สมชัย) ให้ไปร่วมสัมนาในต่างประเทศ ชื่อว่า Accountability and Parliamentary Oversight ที่ประเทศฟินแลนด์ งานนี้ World Bank Institute และ Parliament of Finland เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยเชิญตัวแทนในระดับ ส.ส. และ ส.ว. จากประเทศต่างๆ รวม 8 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ปากีสถาน ไนจีเรีย ฯลฯ รวม 25 คน ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และ อาหารทุกมื้อได้ีรับการสนับสนุนจาก World Bank Institute.

ที่ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ก็คือ ในโลกยุคอินเตอร์เน็ต การติดต่อทั้งหมดทำผ่านอีเมล์เพียงอย่างเดียว ไม่มีการพูดคุย ไม่มีการเห็นหน้า และไม่มีการส่งเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น

การเดินทางเริ่มจากเที่ยงคืนกว่าๆ ของวันที่ 9 จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเกือบ 11 ชั่วโมง จึงถึงเมือง Helsinki ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์ บรรยากาศที่สนามบินเงียบมาก พิธีการตรวจเข้าเมืองรวดเร็วมาก เพระไม่มีเอกสารให้กรอกเลย ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ทุกอย่างก็เรียบร้อย เมื่อออกมาจากสนามบินแล้วว ไม่มีใครมารับตามคาด ต้องเรียกรถ Taxi ไปโรงแรมเอง ด้วยค่าโดยสารประมาณ 35 ยูโร (คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1400 บาท) เมื่อถึงแล้ว เขาส่งเอกสารมาให้กรอกแผ่นหนึ่ง พอกรอกเสร็จ ก็ส่งคืนให้ พนักงานนำไปกรอกใส่คอมพิวเตอร์สักนาที ก็หันหน้ามาบอกว่า ทุกอย่างเรียบร้อย ให้เอกสารมาแฟ้มหนึ่งพร้อมร่มหนึ่งคัน โดยไม่ยอมเสียเวลาแม้จะชำเลืองดู passport เลย เวลาในขณะนั้นราวๆ 7 โมงเช้าของวันที่ 10 แต่เขานัดหมายให้ไปพบเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมสัมมนาต่อน 6 โมงเย็น หลังจากเก็บของเข้าที่แล้ว ตั้งใจจะพักงีบสักหน่อย แต่เนื่องจากเวลาที่นี้ ช้ากว่าที่เมืองไทย 6 ชั่วโมง จึงหลับไม่ลง ต้องออกไปเดินเล่น เพื่อชมบ้านเมืองเขาสักหน่อย

เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมาย ผมก็จัดการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้เรียบร้อย และไปที่ห้องอาหารตามเวลาที่นัดไว้ สิ่งที่พบช่วยให้ผมรู้สึกดีมากก็คือ ผมได้พบกันคนไทยอีกคน คือ ดร. ชัยวัตน์ ค้ำชู ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาบันพระปกเกล้า ทำให้ไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นคนไทยคนเดียวอีกต่อไป นอกจากนี้ ตัวแทนจากประเทศต่างๆ ก็ทยอยมาตามลำดับ โดยส่วนใหญ่ จะเป็น ส.ส. วุติสมาชิก และเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีทั้งหมด 8 ประเทศ เกือบทุกประเทศมากันอย่างน้อย 3 คน ยกเว้นจากประเทศไทยที่มาแค่ 2 คน สำหรับเจ้าหน้าที่ของ Word Bank คือ คุณ ริกซ์ (Rick) เจ้าหน้าที่ของรัฐสภาของฟินแลนด์ คือ คุณ กาย (Guy) ซึ่งงานเลี้ยง เป็นลักษณะของงานรับรอง เรียบง่าย มีอาหารว่าง เล็กๆ น้อยๆ มาให้ชิมกัน เราสองคนอยู่กันสักชั่วโมง ก็ขอตัวเข้าห้องพัก

ทั้งหมดเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ต่อไป ก็จะเข้าสู่การสัมมนาอย่างจริงๆ จังเสียที

วันนี้ พอแค่นี้ก่อน แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไป สวัสดีครับ

วันเสาร์, มกราคม 19, 2551

ชีวิตของ ส.ส. ใหม่

ในชีวิตของผม หนึ่งในความใฝ่ฝันของผม ก็คือการได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สักครั้ง แต่ผมไม่ได้ปล่อยให้ความฝันของผมเป็นเพียงแค่ความฝัน ผมได้พยายามที่จะทำโดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็น ส.ส. ในจังหวัดนครสวรรค์ของผม มาตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ ผมได้ลงสมัครแล้วเป็นเวลา 5 ครั้ง แล้ว

วันอังคาร, กรกฎาคม 03, 2550

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส (อีกครั้ง)

เวลาผ่านไปเดี๋ยวเดียว ใครจะไปนึกว่า วิกฤติภาวะฟองสบู่แตก จนรัฐบาลต้องประกาศลอยค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 จะผ่านไปนานถึง 10 ปีแล้ว จนถึงวันนี้ กรฏาคม 2550 เวลานี้ หลายคนก็ยังรู้สึกหวั่นใจว่า เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อสิบปีก่อน จะกลับมาตามหลอกหลอนอีกครั้ง แต่เมื่ออ่านคำวิจารณ์ของนักวิชาการด้านการเงิน หรือ อาจารย์ต่างๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมืองไทย คงไม่ประสบกับภาวะฟองสบู่แตกอีกแล้ว เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงสิบปีทีผ่านมา

แต่ถ้าเราลองไปถามบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจตามหัวเมืองต่างๆ ดู ความรู้สึกที่ได้จะแตกต่างจากจากบรรดานักวิชาการโดยสิ้นเชิง เพราะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาวะทางเศรษฐกิจกำลังแย่มาก กำลังซื้อในต่างจังหวัดแทบจะไม่มีเลย หลายคนบ่นกันมาก ว่าเงินในตลาดหายไปไหนหมด บรรดาเถ้าแก่ใหญ่ๆ อย่าง เจ้าของมาม่า ยังออกมาบ่นเสียงดังๆ เลยว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมา ไม่เคยเจอภาวะแบบนี้มาก่อน แม้กระทั้งเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็ยังดีกว่านี้ มองไปที่บรรดาผู้ขายรถยนต์ ต่างก็บอกกันว่า ยอดขายรถยนต์ตกลงอย่างมาก ไม่รู้จะแก้ไขให้ดีกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร ?

เมื่อพวกเราส่วนใหญ่ทำการค้ากัน และทำเป็นอยู่อย่างเดียว จะให้ไปทำอย่างอื่นก็คงไม่ได้ ดังนั้น หนทางเดียวที่เหลืออยู่ ก็คือ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเสียเลย ถ้าจะบอกว่า บริษัท Nokia เจ้าพ่อแห่งวงการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนี้ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ธุรกิจที่บริษัทนี้ทำคือ บริษัททำไม้ หรือที่เราเรียกกันว่า โรงเลื่อย คุณจะเชื่อไหม

Nokia เป็นบริษัทที่มอายุยืนมากว่า 100 ปีแล้ว ตอนเปิดบริษัทใหม่ๆ ประเทศของเขามีแต่ป่าไม้เท่านั้น ที่ทำได้ บริษัททำมาเรื่อยๆ จนป่าแทบหมด และไม่รู้จะหันหน้าไปทำธุรกิจอะไรแล้ว จึงหันมารวมหัวกันเพื่อหาธุรกิจใหม่ ที่จะนำพาบริษัทให้อยู่รอดต่อไป ในที่สุดพวกเขาก็เลือกที่จะเข้ามาทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน และก็ทำได้ดีมาจนถึงวันนี้

เมื่อมองมาที่นครสวรรค์ของเรา บางทีเราอาจต้องมาพิจารณาสภาพแวดล้อมกันใหม่ เพื่อมองหาลู่ทางใหม่ๆ ในการทำธุรกิจก็ได้ ลองค้นหาธุรกิจแบบไหนที่พวกเราถนัดทำ และเมื่อทำแล้ว คนอื่นแข่งได้ยาก มาทำกันดีกว่า

ในฐานะที่ผู้เขียนติดตามข่าวสารความเป็นไปของโลกมาตลอด สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมองเห็นลู่ทางว่าน่าจะไปได้ดี ก็คือธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีอยู่ในนครสวรรค์ ให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป น่าจะไปได้ดีที่สุด เนื่องจากจังหวัดเรามีผลผลิตทางด้านการเกษตรมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องข้าว ถ้าจะคิดกันให้ทะลุจริงๆ แล้ว เราสามารถนำข้าวมาทำอะไรเพิ่มเติมได้อีกเยอะมาก เช่น นำแกลบ ไปผลิตพลังงานไฟฟ้า นำขาวท่อนไปทำเส้นก๋วยเตี๋ยว นำรำข้าว ไปทำน้ำมัน หรือ นำข้าวไปเปลี่ยนสภาพเป้นแป้งเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยาก็ได้ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ เพียงตัวอย่างเดียว หากเราช่วยกันคิด และนำสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่างเช่น อ้อย ข้าวโพด หรือถั่วเหลือง มาสร้างสินค้าใหม่ๆ ขึ้น รับรองอีกไม่นาน ธุรกิจของนครสวรรค์ จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปทันที

ก่อนจะจบบทความนี้ ก็อยากเป็นกำลังใจให้กับทั้งตัวเองและเพื่อนๆ นักธุรกิจที่ทำมาค้าขายด้วยกันว่า อย่าท้อนะครับ สถานะการณ์แบบนี้แหละ ที่จะพิสูจน์ขนาดของใจคน ว่าแกร่งแค่ไหน เพราะถ้าคุณผ่านไปได้ คุณก็จะมีภูมิคุ้มกันที่จะปกป้องคุณได้อีกนาน

วันอาทิตย์, มิถุนายน 17, 2550

สิ่งที่มีค่า ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในอดีต นักธุรกิจมักจะวัดความเก่งหรือความมั่งคั่งด้วยวัตถุ เช่น มีโรงงานใหญ่ขนาดใหญ่ สำนักงานทันสมัย พนักงานเป็นร้อยๆ หรือ มีเครือข่ายมากแค่ไหน แต่มาถึงวันนี้ ถ้าพูดกันถึงเรื่องอย่างนี้ เขาถือกันว่าเชยสุดๆ เพราะในทุกวันนี้ รูปแบบของการทำธุรกิจได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะพวกเขาต่างกำลังวิ่งหนีความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด เช่น การมีโรงงานขนาดใหญ่ที่สุด การมีพนักงานมากที่สุด หรือ เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปสู่การเป็นเจ้าของสิ่งที่ “มองไม่เห็น” และจับต้องไม่ได้กันแล้ว

อ่านถึงตอนนี้ หลายคนอาจรู้สึกงงๆ ว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เพื่อให้เห็นภาพ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสักสองสามตัวอย่าง ตัวอย่างแรก เลือกที่ใกล้ตัวหน่อยก็คือ ขณะนี้ สิ่งที่บริษัทภาคภูมิใจกลับไม่ใช่การมีฝูงเครื่องบินจำนวนมาก หรือ มีเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด แต่กลับเป็น “กลิ่น” และ “บรรยากาศ” ขณะที่ให้บริการบนเครื่องบินต่างหาก จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม บริษัทนี้ ได้ทำการจดลิขสิทธ์”กลิ่น” และ ”บรรยากาศ” ไว้แล้ว ใครจะลอกเลียนไม่ได้โดยเด็ดขาด อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ เครือผู้บริหารโรงแรมระดับโลกแห่งหนึ่ง ได้จดลิขสิทธิ์ “กลิ่น” เฉพาะตัวที่ทางโรงแรมได้คิดค้นขึ้นจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โรงแรมแห่งนี้ ตั้งใจแบบชนิดที่เรียกว่า พอคุณเปิดประตูโรงแรมเข้าไป ขนาดปิดตาไว้คุณยังบอกได้เลยว่ากำลังอยู่ในโรงแรมแห่งนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ไกลตัวนิด แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ก็คือ เครื่องเล่น MP3 สุดฮิตอย่าง ipod ของบริษัทแอปเปิล หลักการออกแบบของเขาก็คือ เขาออกแบบเครื่องเล่นของเขาให้ทำงานได้ง่าย และมีเอกลักษณ์มากชนิดที่ว่า ด้านหน้าของเครื่องเล่นนี้ ไม่มีเครื่องหมายของบริษัทอยู่เลย แต่เพียงแค่คุณมองเห็นเครื่องเล่นนี้เพียงแวบเดียว คุณก็รู้ได้ทันทีว่า คนๆ นี้ กำลังใช้เครื่อง ไอพอด (ipod) อยู่ ที่เห็นได้ชัดก็คือ สายหูฟังของเครื่องรุ่นนี้ จะเป็นสายสีขาว ต่างจากเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่มักจะใช้สีดำ

สองตัวอย่างที่ยกขึ้นมา อาจช่วยให้คุณพอจะวาดภาพออกว่า ถ้าต้องแข่งขันกันทางธุรกิจแล้ว หมดยุคแล้ว ที่จะแข่งขันกันว่า โรงงานใครจะมีขนาดใหญ่ที่สุด หรือ ใครจะมีพนักงานทำงานมากที่สุด สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องเร่งหามาก็คือ สิ่งที่ “มองไม่เห็น” นี่แหละ สิ่งเหล่านี้ นับวันจะมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ และมีความสำคัญกับความอยู่รอดของบริษัทเป็นอย่างมาก ว่ากันว่า สิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัทน้ำดื่ม “โคคาโคล่า” ก็คือ ตราสินค้านั่นเอง

สำหรับพวกเราซึ่งเป็นชาวนครสวรรค์ อย่างหนึ่งที่พวกเราต้องช่วยกันคิดก็คือ ทำอย่างไร ถึงจะมีสินค้าต่างๆ ที่เป็นยี่ห้อของตนเอง และช่วยกันสร้างตำนานหรือเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชนิดที่ว่า หาจากที่อื่นไม่ได้ นอกจากที่นครสวรรค์เท่านั้น ถ้าทำได้ อีกไม่นาน พวกเราก็จะพ้นจากสภาพการทำงานแบบที่ต้องแข่งขันกันด้วยราคาเสียที สวัสดีครับ

วันเสาร์, เมษายน 21, 2550

ซามูไร กับ ชาวนา

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ซามูไร ได้ออกไปเก็บค่าเช่าเพื่อมามอบให้กับโชกุน เมื่อซามูไร ไปพบกับชาวนา ชาวนาก็บอกว่า ปีนี้แล้งหน้าดู นาทำไว้ขายไม่ได้ราคาเลย จึงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านาหรอก ซามูไร ได้ยินดังนั้น ก็ชักดาบออกมา และเตรียมที่จะฟันคอชาวนาให้ตายเสียเลย แต่ระหว่างที่กำลังจะฟันลงไปนั้น ชาวนาก็เอ๋ยขึ้นมาว่า ฉันเคยได้ยินพวกซามูไรกล่าวกันว่า อย่าตัดสินใจอะไรตอนที่กำลังโกรธ ซามูไรได้ยินก็นึกขึ้นได้จึงบอกชาวนาไปว่า เอาหละ ปีนี้ฉันจะเว้นชีวิตให้ แต่ปีหน้า เมื่อฉันมา เจ้าจะต้องจ่ายค่าเช่านาย้อนหลังให้ข้า

เมื่อซามูไร กลับเข้าบ้าน เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเมียของเขานอนห่มผ้าห่มกับชายอีกคน เขาจึงคิดที่จะฆ่าทั้งสองคนเสีย ระหว่างที่จะฟันดาบลงไป เขาก็นึกถึงคำพูดของชาวนาเมื่อตอนกลางวันได้ จึงวางดาบลง ทันใดนั้น เมียของเขาก็เปิดผ้าห่มออกมา และปรากฏว่า คนที่นอนด้วยกับเมียของเขา คือแม่ของเขาเอง แต่แต่งตัวเป็นผู้ชาย เขาจึงตะคอกไปกับเมียว่า เจ้าทำอะไรอย่างนี้ ข้าหวิดจะฆ่าแม่ของข้าเองแล้ว

เมียซามูไรจึงพูดออกมาว่า แม่ของเจ้าแวะมาหาตอนเย็น ตกค่ำ ข้ายังไม่เห็นเจ้ากลับ จึงเกิดความกลัวว่าใครจะเข้มาทำร้าย จึงไปเอาชุดของเจ้ามาใส่ให้แม่ของเจ้า และทำทีว่าเป็นเจ้า เพื่อให้คนอื่นเกิดความกลัว จะได้ไม่เข้ามาทำร้ายเราทั้งสองคนไง

หนึ่งปีหลังจากนั้น ซามูไร กลับไปหาชาวนาคนเดิมอีกครั้ง มาครั้งนี้ ชาวนามีสีหน้าดีใจ และพูดออกมาก่อนว่า ปีนี้ น้ำดี ข้าวก็ขายได้ราคา ข้าจึงเก็บเงินค่าเช่าของปีที่แล้ว และปีนี้เตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว

ซามูไรได้ยินดังนั้นก็พูดตอบกลับไปว่า เจ้าไม่ต้องจ่ายให้ข้าหรอก เพราะเจ้าได้จ่ายให้กับข้าไปหมดแล้วตั้งแต่ปีก่อน

วันอาทิตย์, เมษายน 08, 2550

เมื่อโลกร้อนมาเร็วกว่าที่คิด ก็ถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่าง


สวัสดีครับ เมษามาถึงแล้ว วันสงกรานต์ก็ใกล้เข้ามาเต็มที หลายสิ่งหลายอย่งที่เด็กๆ คิดถึงก็คือ ความสนุกสนานที่ได้เล่นน้ำวันสงกรานต์กัน แต่มีอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากให้มาเลย แต่ปีนี้ มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก เพราะมาตั้งแต่ปลายๆ มีนาคมเลย นั้นก็คือ ความร้อนของแดด ที่ทวีความดุเดือดขึ้นทุกปี ปีนี้ ขนาดยังไม่ถึงวันที่ร้อนที่สุด แต่อุณหภูิิมิก็ทวีขึ้นไปถึง 41 องศาเสียแล้ว ร้อนชนิดที่คำโบราณเรียกกันว่า "ร้อนตับแตก" เลยทีเดียว

ในขณะที่ประเทศไทย บ่นกันเรื่องความร้อนที่มาเร็ว ข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง ที่อเมริกา ตอนนี้ กำลังงงกันไปหมด ทั้งคน และต้นไม้ เพราะขณะนี้ เข้าเดือนเมษยนแล้ว โดยปรกติ จะถือว่าเข้าสิ้นสุดฤดูหนาวไปแล้ว ดอกไม้ก็จะเริ่มออกดอก เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเข้ามาเยือน แต่อยู่ดีๆ หิมะก็กลับตกลงมาอีกครั้ง และตกมากเสียด้วย ทำให้ต้นไม้ที่ออกดอกไปแล้ว ทำอะไรไม่ถูกเลย สำหรับคนก็เหมือนกัน ที่อยู่ีดีๆ หิมะก็ตกมาเต็มบ้าน รถอีกครั้ง และไม่รู้ว่าอากาศจะวิปริตเปลี่ยนแปลงไปได้อีกแค่ไหน

ภาวะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เป็นสิ่งที่เรียกขานกันว่า "ภาวะโลกร้อน" ซึ่งเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์เรานี่เอง พวกเขาปล่อยไอเสีย และสิ่งต่างๆ ออกไปอย่างมากมายในช่วง ห้าสิบปีหลังนี้ พวกเราทำลายป่า ทำลายแหล่งน้ำ และทำลายธรรมชาติทุกอย่าง โดยไม่หยุดยั้งมาโดยตลอด โดยไม่เคยนึกเลยว่า สิ่งเหล่านี้ จะส่งผลร้ายกลับมาหาเราอีกครั้งได้เร็วขนาดนี้ ทุกคนรู้ดีว่า สักวันหนึ่ง โลกจะได้รับผลจากการที่มนุษย์ทำร้าย แต่ไม่มีใครฉุกคิดว่า มันจะมาเกิดในยุคสมัยนี้ มันน่าจะมาเกิดในอีกร้อยหรือสองร้อยปีข้างหน้ามากกว่า

แม้ว่าปรากฏการณ์โลกร้อนกำลังสำแดงเดชให้เราเห็นกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่พวกเราจะมาช่วยกันปกป้องโลกให้อยู่นานต่อไป เพื่อที่ลุูกหลายเราจะได้อาศัยอยู่อย่างสุขสบาย สิ่งต่อไปนี้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่พวกเราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้ เช่น

1. ขับรถให้น้อยลง ขับเฉพาะเท่าที่จำเป็น
2. ใช้น้ำประปาให้น้อยลง อย่า เปิดทิ้งไว้
3. ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น มีที่ว่างตรงไหน ก็ปลูกทิ้งๆ ไว้ได้เลย
4. พยายามนำสิ่งของที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่
5. เติมน้ำมันแบบที่มีสารผสมที่มาจากธรรมชาติ เช่น ก๊าซโซฮอล์
6. ประหยัดไฟ เปิดแอร์เท่าที่จำเป็น
7. อย่าใช้สิ่งของหรือวัสดุที่สร้างผลเสียให้กับสภาพแวดล้อม

ลองทำกันดูนะครับ ทำวันนี้ประหยัดได้สองต่อ ต่อที่หนึ่ง คือ ประหยัดเงินในกระเป๋าตัวเอง และอย่างที่สอง ช่วยประหยัดทรัพยากรของโลก ทำให้มีเหลือใช้นานขึ้น สวัสดี

วันอังคาร, มีนาคม 13, 2550

บริหารธุรกิจอย่างไร ให้รอดพ้นจากวงจรธุรกิจที่กำลังซบเซา

เผลอไปประเดี๋ยวเดียว ตอนนี้ พวกเราก็เข้ามาอยู่ในเดือนมีนาคมแล้ว ดูเหมือนว่า วันคืนช่างไม่รอใครเอาเสียเลย อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงสงกรานต์กันแล้ว

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา คนที่ทำธุรกิจอยู่จะรู้สึกได้เลยว่า ปีนี้เป็นปีที่โหดกว่าปีไหนๆ มองไปทางไหน สอบถามใครๆ ก็มีแต่บอกว่าเหนื่อย เพราะดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจให้กับการทำธุรกิจนัก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับนักธุรกิจที่ดีแล้ว คำว่าถอยย่อมไม่มีอยู่ในพจณานุกรม ดังนั้น เราลองมาหาหนทางที่จะต่อสู้กับภาวะซบเซาอย่างนี้กันดีกว่า

อันดับแรก ที่ต้องทำก็คือ ต้องปรับใจให้ได้ว่า ปีนี้ยอดขาย กำไร คงไม่เหมือนกับปีที่แล้วแน่ๆ ดังนั้น ต้องบอกตัวเองให้ชัดว่า ปีนี้อย่างไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่า จะขายได้เพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบอกตัวเองได้แล้ว ต้องทำใจด้วย ไม่ให้เครียดด้วย เพราะถ้าเครียดแล้ว ความคิดต่างๆ จะตีบตันไปหมด ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปอีก

อันดับสอง ต้องขยันให้มากขึ้น ไอ้ความคิดแบบเดิมๆ ที่ตื่นเก้าโมงกว่าๆ ไปทำงานสองชั่วโมง เที่ยงไปกินข้าวกับเพื่อน บ่ายไปตีกอลฟ์ และค่ำๆ ก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ให้ยุติได้เลย ต่อไปนี้ ต้องขยันให้มากขึ้น ตื่นเช้าๆ หน่อย เข้าทำงานให้นานขึ้น และหาเวลาว่างๆ คิดหาหนทางต่างๆ ในการเพิ่มยอดขาย หรือ วิเคราะห์ผลการทำงานต่างๆ ให้ละเอียด เพื่อหาจุดอ่อน และจุดแข็งของบริษัทฯ ให้เจอ

อันดับสาม ต้องวางแผนด้านประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด เมื่อเจอกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี อันดับแรกที่นึกก็คือ ตัดงบโฆษณา ทันที ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ในภาวะอย่างนี้ เราต้องเพิ่มงบโฆษณาให้มากไว้ เพราะจะช่วยให้ลูกค้ายังจดจำเราได้อยู่ ยิ่งคู่แข่งตัดงบโฆษณาออก ยิ่งช่วยให้ลูกค้าจดจำเราได้มากขึ้นไปอีก

อันดับสี่ ออกไปหาลูกค้าให้มากขึ้น อย่านั่งอยู่เฉยๆ ในสำนักงาน การออกไปหาลูกค้า ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้รับออเดอร์มากขึ้น และในช่วงอย่างนี้ การไปพบลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ

อันดับห้า ตัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็นออกให้หมด ลดค่าใช้จ่ายภายในให้เหลือเท่าที่จำเป็น เช่น งบด้านการขยายโรงงาน งบด้านการซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือ งบด้านการซื้อรถยนต์สำหรับผู้บริหาร เป็นต้น

อันดับหก อย่าเพิ่มพนักงานใหม่ รักษาพนักงานเก่าเอาไว้ให้ดี และหาทางทำให้พนักงานเหล่านั้น ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มพนักงานใหม่

อันดับเจ็ด ดูแลสุขภาพจิต และสุขภาพกายของเหล่าผู้บริหารให้ดี อย่าให้ความรู้สึกไม่ดี ความเครียด และความกังวลต่างๆ มารบกวนจิตใจมาก จนทำอะไรไม่ได้ หรือ คิดอะไรไม่ออก

ทั้งหมดนี้ เป็นกลยุทธ์เบื้องต้น สำหรับใช้ในการรับมือกับสภาวะทางเศรษฐกิจในขนาดนี้ ซึ่งสำหรับนักบริหารมืออาชีพแล้ว เขาจะถือว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่จะพิสูจน์ฝีมือให้รู้กันไปเลยว่า ใครกันแน่ที่เป็นของจริง เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจดีๆ นั้น ไม่ว่าคนเก่งหรือไม่เก่ง ล้วนแต่ประสบความสำเร็จในการบริหารกันทั้งนั้น แต่ในภาวะแบบนี้ซิ ที่ของจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

ในหมู่ของคนทำมาค้าขายที่เป็นคนจีนนั้น คนเก่าคนแก่มักจะสอนลูกหลานอยู่เสมอๆ ว่า ถ้าเราขายได้น้อยลง เรามีกำไรน้อยลง เราก็กินให้น้อยลงหน่อย ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

สุดท้าย ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำมาค้าขายทุกคน ขอให้ประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ เพื่อที่จะพบกับความรุ่งโรจน์ครั้งใหม่ในอนาคต สวัสดี

วันศุกร์, มีนาคม 09, 2550

ญี่ปุ่นวันนี้ เมื่อผู้ชายอยากแต่งตัวแข่งกับผู้หญิง

ช่วงระหว่างวันที่ 2-7 มีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ไปคราวนี้ ไปเที่ยวแบบตะลอนทัวร์ คือไปให้หลายๆ ที่ ภายในเวลาที่จำกัด โดยทัวร์ครั้งนี้ ไกด์พาไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด คือบินไปลงที่โอซาก้าก่อน หลังจากนั้น ก็ตะลอนเที่ยวขึ้นทางเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านเมืองต่างๆ หลายเมือง ไปดูภูเขาไฟฟูจิ ไปดูเขาเล่นสกี ไปกินไข่ดำ กินขาปูยักษ์และอาบน้ำแร่ จนมาจบลงที่ดิสนี่แลนด์ โตเกียว

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสนุก ปนตื่นเต้นที่สุด มาอยู่ที่เมืองโตเกียวนี่แหละ เพราะมีโอกาสไปเดินชอปปิ้งที่ย่านซินจูกุ ย่านดังของวัยรุ่น ระหว่างที่เดินก็ได้เห็นการแต่งตัีวของวัยรุ่นญี่ปุ่นทั้งชาย หญิงไปพร้อมๆ กัน ความรู้สึกแรกที่ผมเห็นก็คือ คนญี่ปุ่นวันนี้ กลายเป็นฝรั่งไปกันหมดแล้ว และที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ เดี่ยวนี้ วัยรุ่นชาย ต่างพากันแต่งตัวแข่งกับผู้หญิงกันใหญ่ การเดินไปมากว่า สองสามชั่วโมงนั้น ความรู้สึกของผมก็คือ

อันดับแรก ทำไมวัยรุ่นเกือบทุกคนต้องย้อมสีผม เปลี่ยนจากสีดำ กลายเป็นสีทองไปกันหมด สิ่งที่สองที่สังเกตุเห็นก็คือ หน้าตาของวัยรุ่นผู้ชายนั้น ทุกคนหน้าใสกันหมด หน้าเนียนแบบผู้หญิง แต่ไว้หนวดเครา มีการกันคิ้ว และแต่งหน้าบริเวญรอบๆ ดวงตา ให้ดูดำเข้ม ตัวกับผิวขาวๆ ของตัวเอง อันดับสามที่สังเกตุก็คือ ชุดเสื้อผ้าที่ใส่ ส่วนใหญ่เป็นสีดำ เสื้อจะเป็นผ้ามันๆ ย้วยๆ เหมือนผ้าแพรแบบผู้หญิง และกางเกงยีนส์ขนาดใหญ่ที่หลวมจนเกือบจะหลุดลงมากองข้างล่าง ถ้าคุณยังนึกไม่ออกว่า เขาแต่งตัวอย่างไร ให้ดูแบบอย่างจากนักร้องวัยรุ่นดูโอชื่อดังอย่าง กอลฟ์ และไมค์ แห่งค่าย RS ได้เลย

พูดโดยสรุปแล้ว ความรู้สึกแรกที่คุณเห็นก็คือ ไอ้พวกนี้เป็นผู้ชายเต็มตัวหรือเปล่า คำตอบก็คือ คงเป็น เพราะมากับแฟนที่เป็นผู้หญิงด้วย อันดับสองก็คือ คนพวกนี้ วันๆ คงไม่ทำอะไร นอกจากเสียเวลาไปกับการแต่งตัวแน่ๆ อันดับสามก็คือ คนพวกนี้ กำลังแต่งตัวแข่งกับผู้หญิงหรือเปล่า

ในความคิดของผมแล้ว ผมคิดว่าญี่ปุ่นกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก พวกผู้ชายดูเหมือนจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากเป็นผู้ชาย ไม่อยากรับผิดชอบอะไรในชีวิตอีก และพากันอิจฉาผู้หญิงที่มีโอกาสแต่งตัวสวยๆ ได้ตามใจ จึงพากันไปแต่งตัวแข่งกับผู้หญิงแทน

เขียนมาแค่นี้ ยังไม่หมด แต่ขอพักก่อน แล้ว จะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

ื

วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2550

ถ้าคุณกำลังถือแก้น้ำอยู่ จงวางลงเสียเถอะ

ขณะที่ครูกำลังสอนนักเรียน ในหัวข้อการจัดการกับแรงกดดันและความเครียด ครูได้หยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาและถามว่า

“พวกเธอคิดว่าแก้วน้ำใบนี้หนักเท่าไหร่” คำตอบของนักเรียนมีตั้งแต่ 2 ขีดถึง ครึ่งกิโลกรัม

”มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่แท้จริงของแก้วว่าหนักเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเธอถือมันไว้นานเท่าใดต่างหาก” คือคำตอบของครู

ถ้าครูถือมันไว้เพียงหนึ่งนาที ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งชั่วโมง แขนของครูก็จะปวด

ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งวัน พวกเธอคงต้องเรียกรถพยาบาล

แม้ที่จริงจะเป็นน้ำหนักเดียวกัน แต่ยิ่งฉันถือมันไว้นานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น”

ถ้าเราแบกภาระ (ความทุกข์ ความหนักใจ ฯลฯ) ของเราไว้ตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็ว ภาระนั้นจะยิ่งหนักขึ้นจนเราจะไม่สามารถแบกมันไว้ได้อีก ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องทำคือ วางแก้วนั้นลงซะ พักสักระยะก่อนจะถือมันใหม่อีกครั้ง เราจะต้องวางสิ่งที่แบกไว้ลงเป็นระยะ เราจึงจะสามารถฟื้นพลังขึ้นมาใหม่ และสามารถแบกมันได้อีกครั้ง

ดังนั้นก่อนเธอจะกลับบ้านในคืนนี้ จงวางภาระของเธอลง อย่านำมันกลับไปบ้านด้วย เธอสามารถยกมันขึ้นมาใหม่ได้ในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาระใดก็ตามที่เธอแบกอยู่ในตอนนี้ วางมันลงซะสักพัก ถ้าเธอทำได้ ค่อยยกมันขึ้นมาใหม่เมื่อเธอได้พักแล้ว

ขอให้ผ่อนคลายและพักผ่อน ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุขกับมัน

ทำธุรกิจอย่างไรให้รุ่งในปีหมู 2550

สวัสดีปีใหม่ 2550 ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เผลอไปนิดเดียว เดือนมกราคมก็กำลังจะหมดไปอีกแล้ว อีกไม่นานชาวนครสวรรค์เราก็จะฉลองตรุษจีนกันอีกแล้ว เท่าที่ทราบมา ปีนี้ชาวปากน้ำโพเขาจะร่วมมือร่วมใจกันจัดงานให้ยิ่งใหญ่สุดๆ สมกับที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จะเสด็จมาร่วมชมกระบวนแห่ด้วย

เป็นเรื่องปรกติที่พอถึงปีใหม่ที บรรดาโหรต่างๆ ทั้งหมอดูและหมอเดาต่างก็ออกมาทำนายทายทักกันเต็มไปหมด บางก็เชื่อได้ บางก็เชื่อไม่ได้ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ปรกติแล้ว การทำนายของโหรแต่ละท่านจะแตกต่างกันไป ดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ปีนี้ เกือบทุกคนทายออกมาในทางเดียวกันว่า ปีนี้ เมืองไทยค่อนข้างจะโชคร้ายสักหน่อย จะมีเรื่องมากวนใจ และทำให้ระบบเศรษฐกิจของเราไม่ค่อยดีนัก แรกๆ ก็ไม่มีใครเชื่อสักเท่าไหร่นัก แต่พอเกิดเรื่องระเบิดในกรุงเทพเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ทุกคนก็เริ่มหันมาดูคำทำนายกันใหญ่ อ่านไปมากๆ ความหวังและกำลังใจก็ลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไม่อยากจะคิดหรือทำอะไรเลย

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ สิ่งแรกที่พวกเราต้องมีกันก็คือ การมีสติครับ ก่อนอื่นต้องตั้งสติให้ดี และลองพิจารณาทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งใครก็รู้ว่า หมอดูนั้นคู่กับหมอเดา ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่จะรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ 100 % ถ้าเป็นจริงแล้ว ป่านนี้พวกเขาคงไม่ต้องทำอะไร นอกจากทำตามสิ่งที่โหรทำนายก็พอ

สิ่งต่อไปที่ต้องมีก็คือ การมีปัญญา เมื่อมีคนมาทักกันว่า ปีหมูนี้ ทุกอย่างจะเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือ เรื่องเศรษฐกิจ การใช้ปัญญาข้อแรกก็คือ ต้องหันมาสำรวจธุรกิจ หรืองานที่ทำอยู่ในปัจจุบันว่า เป็นอย่างไรบ้าง และดูซิว่า มีทางไหนที่จะต้องปรับปรุงหรือ พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกไหม เช่น ถ้าคิดว่าปีนี้ จะค้าขายไม่ดี ก็ต้องมาดูซิว่า เราดูแลลูกค้าของเราดีแค่ไหนแล้ว มีวิธีไหนที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นอีกหรือไม่ หรือ ถ้ารู้สึกว่าต้นทุนแพงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาเวลามาพิจารณาดูว่า จะหาทางลดต้นทุนได้ตรงไหนบ้าง

สิ่งต่อไปที่ต้องมีก็คือ การมองหาช่องทางหรือโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ โลกใบนี้ไม่มีอะไรดีหรือเลวสำหรับทุกคนหรอก สิ่งที่แย่สำหรับธุรกิจหนึ่ง อาจเป็นโอกาสทองของอีกธุรกิจก็ได้ เช่น เมื่อเงินบาทแข็ง ในขณะที่ผู้ส่งออกพากันร้องโวยวายว่าขาดทุน แต่ผู้นำเข้ากลับมีความสุขอย่างมากที่สามาถสั่งของเข้ามาขายได้ในราคาที่ถูกลงเป็นต้น หรือ ขณะที่ทุกคนกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สิน ธุรกิจที่กำลังจะรุ่งก็คือ ธุรกิจรักษาความปลอดภัย และธุรกิจที่เกี่ยวกับกล้องวงจรปิดนั่นเอง

หลายคนอ่านแล้ว บอกว่า เรื่องอย่างนี้พื้นๆ ใครก็คิดได้ และไม่เห็นว่าจะช่วยให้ธุรกิจรุ่งได้เลย คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่ได้แต่คิด แต่ไม่ค่อยมีเวลาลงมือทำกัน สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้พวกเราเก็บไปคิดก็คือ ในปีใหม่นี้ ถ้าอยากทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่รุ่ง หรือ งานที่ทำอยู่ก้าวหน้า ขอให้พวกเรามาเริ่มต้นด้วยสิ่งต่อไปนี้กันเถิด อันดับแรก ต้องหยุดการเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระ เช่น การออกไปเที่ยวตอนกลางคืน หรือ การกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือ หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับงานสังคม จนแทบไม่มีเวลาอยู่กับบ้าน ปีใหญ่นี้ ขอให้เรามาจัดเวลากันเสียใหม่ ลดการเที่ยวนอกบ้าน และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน และอยู่บ้านมากขึ้น สิ่งต่อไปก็คือ การหาเวลาออกไปซื้อหนังสือดีๆ มาอ่านให้มาก หรือไมก็หาเวลาไปอบรม หรือ เข้าคอร์สเกี่ยวกับความก้าวหน้าใหม่ๆ เพื่อทำให้ตัวเองมีความทันสมัยมากขึ้น และสิ่งสุดท้ายก็คือ ให้หันมาพิจารณาธุรกิจที่ทำอยู่ให้จริงๆ จัง เพื่อทำให้รู้ซิว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน และ จัดการให้หมดไป สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้ ก็คือ ต้องมีกำลังใจที่ดี อย่าท้อแท้ และสิ้นหวังเป็นเด็ดขาด ต้องมองไปข้างหน้า และคิดในแง่ดีไว้เสมอ ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่แน่ ปีที่ทุกคนคิดว่าเป็นปีที่แย่ อาจเป็นปีทองของคุณก็ได้ ใครจะไปรู้ สวัสดี

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร

วันพุธ, สิงหาคม 02, 2549

ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และ ความรัก

ขณะที่หญิงคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูบ้าน เธอพบชายแก่สามคนที่มีหนวดเคราสีขาวนั่งอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านเธอ เธอจึงพูดว่า

"
ฉันไม่คิดว่าจะรู้จักพวกคุณ แต่ดูเหมือนพวกคุณจะหิว เชิญเข้ามาในบ้านดีกว่า ฉันจะเตรียมอาหารมาให้"

"
เจ้าของบ้านที่เป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า ?" พวกเขาถาม
"
ไม่อยู่หรอก เขาออกไปข้างนอก"
"
ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เข้าไปไม่ได้" พวกเขาตอบ

เย็นวันนั้น เมื่อสามีของเธอกลับบ้าน เธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ให้ฟัง
"
ออกไปบอกพวกเขาว่าผมมาแล้ว เชิญเข้ามาได้" สามีของเธอตอบ ผู้เป็นภรรยาจึงออกไปเชิญพวกเขาให้เข้ามา

"
เราไม่เข้าไปในบ้านพร้อมกัน" พวกเขาตอบ
"
ทำไมเป็นอย่านั้น ?" เธอถามด้วยความแปลกใจ
ชายแก่คนหนึ่งอธิบายว่า "คนนี้ชื่อ ความมั่งคั่ง" เขาพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เพื่อนคนหนึ่งของเขา และชี้ไปที่อีกคนหนึ่งพร้อมกับพูดว่า" อีกคนชื่อ ความสำเร็จ ส่วนผมชื่อ ความรัก" หลังจากนั้นก็พูดต่ออีกว่า "ช่วยเข้าไปถามสามีของคุณว่า อยากให้คนไหนเข้าไปในบ้าน"

ผู้หญิงเดินเข้าไปในบ้าน และเล่าเรื่องสิ่งที่ได้ยินให้ฟัง
สามีอุทานออกมาว่า

"
ดีจังเลย ! ถ้าเป็นอย่างนี้ เราน่าจะเชิญคนที่ชื่อความมั่งคั่งเข้ามาก่อน เพื่อทำให้บ้านนี้เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"
ภรรยาของเขาไม่เห็นด้วย "ที่รัก ทำไมคุณไม่เชิญความสำเร็จเข้ามา"

น้องสาวของภรรยาแอบได้ยินอยู่ก็กระโดดเข้ามาร่วมวง พร้อมกับพูดว่า
"
ทำไมไม่เชิญ ความรักเข้ามาก่อน บ้านนี้จะได้เต็มไปด้วยความรัก"
"
เอาเป็นว่า เลือกตามที่น้องสาวเธอนะนำก็แล้วกัน" ผู้เป็นสามีตอบ
ผู้เป็นภรรยาก็ออกไปข้างนอกแล้วถามว่า

"
คนไหนที่ชื่อความรัก? เชิญเข้ามาในบ้านคะ"

ชายแก่ที่ชื่อความรัก เดินออกมาและเข้าไปในบ้าน ส่วนอีกสองคนก็เดินตามเข้ามาในบ้านด้วย

ด้วยความแปลกใจ ผู้หญิงถามคนชื่อความมั่งคั่งและความสำเร็จว่า "ดิฉันเชิญเฉพาะคนชื่อความรักเท่านั้น ทำไมคุณทั้งสองเข้ามาด้วย ?"

ชายแก่ทั้งสองตอบพร้อมกันว่า" ถ้าคุณเชิญคนชื่อความมั่งคั่งหรือความสำเร็จ ที่เหลืออีกสองคนจะรออยู่นอกบ้าน แต่เนื่องจากคุณเชิญความรัก ไม่ว่าเขาจะไปทางไหน พวกผมทั้งสองจะตามไปด้วย เพราะไม่ว่าความรักจะอยู่ที่ไหน ที่นั่นย่อมมีความมั่งคั่งและความสำเร็จอยู่ด้วยเสมอ"

วันเสาร์, กรกฎาคม 15, 2549

กลยุทธ์การแแข่งขันสำหรับอนาคต

กลยุทธ์การแข่งขันสำหรับอนาคต

(Blue Ocean Strategy)

ในโลกของการทำธุรกิจแล้ว เมื่อพูดถึงการแข่งขัน มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนทราบกันดีก็คือ ไม่มีสินค้าตัวไหนที่จะเป็นที่นิยมได้ตลอดกาล สินค้าบางอย่างที่ขายดีในช่วงหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่า สินค้านั้นจะขายได้ตลอดไปเช่นกัน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เครื่องพิมพ์ดีดแบบเดิม ที่เคยเป็นอาวุธคู่กายของนายตำรวจเกือบทุกนาย ที่ต้องมีติดตัวไว้หนึ่งเครื่อง เพื่อใช้ในการรับแจ้งความ หรือพิมพ์รายงานต่างๆ แต่ในระยะหลังนี้ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะก็เริ่มเข้ามาทดแทน จนถึงปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุค กลายเป็นอาวุธคู่กายของนายตำรวจแทนแล้ว เนื่องจากความสะดวกสบาย และความทันสมัยที่ดีกว่าเครื่องพิมพ์ดีแบบเดิม ดังนั้น หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็คือ ต้องเสาะหากลยุทธ์การแข่งขัน ที่สามารถจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ เพื่อที่จะทำให้สินค้าหรือบริการที่ทำอยู่นั้น สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แนวคิดด้านกลยุทธ์นั้น มีคนเขียนถึงมากมาย หลากหลายแนวทาง แต่มีแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจมากในช่วงนี้ก็คือ กลยุทธ์ที่เรียกกันว่า Blue Ocean Strategy หรือแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็คือ “กลยุทธ์ทะเลฟ้า” แนวคิดของ Blue Ocean เกิดจากนักวิชาการสองคนชื่อ W. Chan Kim และ Renee Mauborgne โดยทั้งสองร่วมกันเขียนบทความลงในหนังสือ Harvard Business Review มาก่อน หลังจากนั้น ก็รวบรวมออกมาเป็นหนังสือในชื่อเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดของกลยุทธ์นี้ก็คือ ผู้เขียนได้แบ่งสีของน้ำทะเลออกเป็นสองสี คือ ทะเลแดง (Red Ocean) และ ทะเลฟ้า (Blue Ocean) ทะเลแดงนั้น เป็นตัวแทนของการแข่งขันแบบเดิมๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวคิดหลัก ก็คือ การห้ำหั่นกันในตลาดเดิมๆ ที่มีผู้ร่วมแข่งขันมากมาย มุ่งเอาชนะกัน โดยสินค้าและบริการของแต่ละแห่งก็เหมือน หรือ คล้ายกันจนแทบแยกไม่ออก วันๆ ไม่ทำอะไรได้แต่คอยจ้องว่าอีกฝ่าย ทำอะไรบ้าง สินค้าและบริการของคู่แข่งเป็นอย่างไร เมื่อคู่แข่งออกสินค้าหรือบริการอะไรใหม่ออกมา เราก็จะต้องทำตามและออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่ง การแข่งขันแบบนี้ อาจใช้คำว่าแข่งขันกันจนเลือดสาด จนทำให้น้ำทะเลกลายเป็นสีแดงฉานไปหมด ซึ่งไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่เจ็บตัวไปตามๆ กัน

ทีนี้เรามาดูเจ้า ทะเลฟ้า (Blue Ocean) กันบ้าง หลักการของทะเลฟ้า จะไม่เน้นตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เป็นการสร้างความต้องการของลูกค้า และอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าทั้งต่อองค์กรเองและลูกค้า โดยลูกค้าก็จะได้รับคุณค่าที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง ในขณะที่องค์กรก็จะลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเติบโตขององค์กร

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนของกลยุทธ์แบบ ทะเลแดง (Red Ocean) ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครสวรรค์ของเราก็คือ ธุรกิจของฝาก ซึ่งนครสวรรค์นั้น เป็นที่รู้จักกันไปทั่วประเทศว่า ถ้าผ่านนครสวรรค์แล้ว ของฝากติดไม้ติดมือที่ขาดไม่ได้ก็คือ ขนมโมจิ เมื่อทุกคนคิดแบบนี้ ทุกวันนี้ เราจึงเห็นโมจิยี่ห้อต่างๆ เกิดขึ้น มากมายเต็มไปหมด มากมายเสียจนจำชื่อสินค้าของร้านบางร้านไม่ได้ คนที่เดินทางผ่านนครสวรรค์หลายคนบอกว่า ผ่านมาแล้ว ขอให้มีชื่อว่า “โมจิ นครสวรรค์” เท่านั้นพอ ส่วนจะเป็นของค่ายไหน ไม่สนใจแล้ว ลักษณะการแข่งขันแบบนี้ จัดว่าอยู่ในประเภท “ทะเลแดง” คือ ทุกคนเข้าห้ำหั่นกันด้วยสินค้าเดียวกัน ราคาเท่ากัน และแข่งขันกันแบบที่สุดท้าย ทุกคนก็จะเจ็บตัวกันไป กำไรก็คงไม่มากนัก เนื่องจากมีคู่แข่งมากมายเต็มไปหมด

ถ้าหากจะนำกลยุทธ์แบบ ทะเลฟ้า (Blue Ocean) มาปรับใช้กับธุรกิจของฝากแล้ว แนวคิดหนึ่งที่จะทำได้ก็คือ การพัฒนารูปแบบของโมจิ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีการปรับรูปแบบของกล่องให้ทันสมัย และมีการออกรสชาติใหม่ๆ ตลอดเวลา เช่นในเทศกาลกินเจ อาจจะมี “โมจิ เจ” ออกมา ในช่วงตรุษจีน อาจจะมี “โมจิ เก้ามังกร” หรือ ในช่วงวันแม่ ก็มี “โมจิ สำหรับคนรักแม่” หรือ อาจมี “โมจิ สำหรับคนไกลบ้าน” เพื่อให้คนนครสวรรค์ที่ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดได้ซื้อก็ได้ ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ก็อาจจะเป็น “โมจิ ออนไลน์” ที่สามารถซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นการใช้กลยุทธ์แบบ ทะเลฟ้า ที่ทำให้เราสามารถโดดเด่นเหนือคู่แข่ง และทำให้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งล้าสมัยไปเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการสร้างตลาดใหม่ตามแนวทางของ ทะเลฟ้า ที่เห็นได้ชัดก็คือ การกำเนิดของตลาด “ชาเขียว พร้อมดื่ม” ซึ่งก่อนหน้านั้น ไม่มีใครเคยคิดว่า ตลาดจะมีขนาดใหญ่เป็นพันๆ ล้านแบบนี้ แต่ โออิชิ ก็สามารถสร้างตลาดขนาดใหญ่นี้ขึ้นได้ โดยผลของการสร้างตลาดแบบนี้ ได้ไปเบียดบังตลาดของเครื่องดื่มอย่าง “โค๊ก” และ “เป็ปซี่” จนทำให้ทั้งสองค่ายต้องออกชาเชียวมาสู้ด้วย นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า หาก ตอนนั้น “โออิชิ” จะทำเครื่องดื่มรส “โคล่า” ออมาสู้กับสองค่ายเดิมแล้ว ไม่มีวันชนะแน่นอน า

ยังมีคำแนะนำดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกมามายที่เป็นประโยชน์ แต่หัวใจสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จงอย่ากระโดดเข้าไปแข่งขันกับคู่แข่งโดยตรงเด็ดขาด เพราะการทำเช่นนั้น ได้ไม่คุ้มเสีย สิ่งที่ควรทำที่สุดก็คือ จงวิเคราะห์คู่แข่งให้ละเอียดเพื่อหาจุดเด่นและจุดด้อยของคู่แข่งให้พบ หลังจากนั้น ก็พัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมา ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงกว่า และดีกว่า ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสินค้าชนิดเดียวกันก็ได้ แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า สินค้าของอีกฝ่ายนั้น ไร้ค่าไปทันที

คราวหน้า ถ้ามีแนวคิดอะไรที่น่าสนใจอีก จะนำมาบอกเล่ากันอีกนะครับ สวัสดี